“เอแด็น อาซาร์” ซูเปอร์สตาร์แห่งเดอะบริดจ์

Eden Michael Hazard

เอแด็น มิเชล อาซาร์ (Eden Michael Hazard) หรือที่แฟนบอลส่วนใหญ่รู้จักกันดีในนาม “เอแด็น อาซาร์” เขาเป็นนักฟุตบอลชาวเบลเยี่ยม ที่ประจำการในตำแหน่งผู้เล่นตัวรุกให้กับ เชลซี และ ทีมชาติเบลเยี่ยม อาซาร์ เกิดเมื่อวันที่ 7 มกราคม 1991 (27 ปี) เขามักลงเล่นในตำแหน่งกองกลางตัวรุกหรือผู้เล่นตัวริมเส้น โดยมีจุดเด่นอยู่ที่การสร้างสรรค์ สปีดอันรวดเร็ว การเลี้ยงบอล และการคอนโทรลบอลอันแสนเชื่องเท้า เขายังถูกนิยามว่าเป็น “จอมผ่านบอล” และหลายครั้งที่เกิดเป็นประเด็นพูดคุยตามสื่อต่างๆ ทั้งจากโค้ชและผู้เล่นทั้งหลายถึงการนำเขาไปเปรียบเทียบกับ ลีโอเนล เมสซี่ และ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ 2 ขาใหญ่แห่งสถาบัน บัลลง ดอร์

เขาเริ่มต้นเส้นทางนักเตะกับสโมสรท้องถิ่นในประเทศ จนกระทั่งปี 2005 ก็ได้ย้ายไปยัง ฝรั่งเศส เพื่อเริ่มต้นอาชีพค้าแข้งอย่างเต็มตัวกับ ลีลล์ สโมสรใน ลีกเอิง ซึ่งเขาใช้เวลา 2 ปีที่นั่นกับทีมในระดับเยาวชน ก่อนจะแจ้งเกิดในทีมชุดใหญ่ได้เมื่อปี 2007 และกลายมาเป็นขุมกำลังสำคัญภายในทีมของ รูดี้ การ์เซีย ที่ลงเตะให้กับสโมสรไปเกือบ 200 นัด ภายในฤดูกาลแจ้งเกิดอย่างเต็มตัว เขาสามารถคว้ารางวัลนักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยม และกลายเป็นผู้เล่นต่างชาติคนแรกที่คว้ารางวัลนี้ได้ใน ฝรั่งเศส จนมาถึงฤดูกาล 2009-10 อาซาร์ ก็กลายเป็นนักเตะคนแรกที่คว้ารางวัลนี้ได้ถึง 2 ครั้ง และยังมีชื่อติดอยู่ในทีมยอดเยี่ยมประจำฤดูกาลอีกด้วย

ในฤดูกาล 2010-11 เขามีส่วนสำคัญที่ช่วยให้ ลีลล์ คว้าดับเบิ้ลแชมป์ในประเทศ และครองตำแหน่งนักเตะยอดเยี่ยมประจำฤดูกาล พร้อมสร้างสถิติผู้เล่นอายุน้อยที่สุดที่ได้รับรางวัลนี้ นอกจากนี้เขายังได้รางวัล บราโว่ อวอร์ด จาก เกริน สปอร์ติโว่ นิตยสารกีฬาของอิตาลี ที่มอบให้กับนักเตะดาวรุ่งที่ทำผลงานยอดเยี่ยมอยู่ในทวีปยุโรป หลังใช้เวลา 8 ปีอยู่กับ ลีลล์ ในเดือนมิถุนายน 2012 อาซาร์ ก็ตกลงเซ็นสัญญากับ เชลซี และช่วยให้ทีมคว้าแชมป์ ยูฟ่า ยูโรปา ลีก ได้ภายในฤดูกาลแรก และคว้ารางวัลนักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมได้ในซีซั่นถัดมา จนกระทั่งฤดูกาล 2014-15 เขาก็สามารถพาทีมคว้าดับเบิ้ลแชมป์และกวาดรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมจากทั้ง 2 สถาบัน ก่อนที่อีก 2 ปีถัดมาเขาจะได้แชมป์ พรีเมียร์ลีก เป็นสมัยที่สองกับ เชลซี ในฤดูกาล 2016-17

อาซาร์ เริ่มเป็นตัวแทนให้กับ ทีมชาติเบลเยี่ยม ตั้งแต่ทีมระดับชั้น U-17 และ U-19 เขามีโอกาสขยับขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่เป็นครั้งแรกในเดือนพฤศจิกายน 2008 เมื่อตอนอายุ 17 ปี ในเกมส์กระชับมิตรกับ ลักเซมเบิร์ก หลังเปิดตัวกับทีมชาติชุดใหญ่เป็นระยะเวลาเกือบ 3 ปี เขาก็ยิงประตูแรกให้ เบลเยี่ยม ได้สำเร็จในการพบกับ คาซัคสถาน จวบจนถึงปัจจุบันที่รับใช้ชาติไปแล้วกว่า 90 นัด และมีส่วนร่วมในการแข่งขัน ฟุตบอลโลก 2014 และ ยูโร 2016 ในศึก เวิลด์ คัพ 2018 ที่ รัสเซีย เขาทำหน้าที่สวมปลอกแขนกัปตันทีม และช่วยให้ เบลเยี่ยม คว้าตำแหน่งที่ 3 มาครอง ซึ่งถือเป็นอันดับสูงสุดของพวกเขาในรายการนี้ พร้อมกับคว้ารางวัล ซิลเวอร์ บอล หรือนักเตะยอดเยี่ยมอันดับ 2 ประจำทัวร์นาเมนต์

เส้นทางเข้าสู่ในระดับสโมสร

อาซาร์ เริ่มต้นเตะฟุตบอลกับสโมสรท้องถิ่นในบ้านเกิดตั้งแต่วัย 4 ขวบ โดยหนึ่งในโค้ชที่นั่นเคยพูดถึงเขาไว้ว่า เป็นเด็กที่มี “พรสวรรค์” และแทบไม่มีอะไรจะต้องสอนเขาเลย ซึ่งหลังจากใช้เวลาที่นั่น 8 ปี เขาก็ย้ายไปอยู่กับ ทูบิซี่ และเริ่มถูกจับตามองจาก ลีลล์ ที่ส่งแมวมองมาคอยติดตามเขาตามรายการแข่งขันท้องถิ่น จนกระทั่งจากรายงานของแมวมองที่ส่งกลับไปก็ทำให้สโมสรจากแดนน้ำหอมตัดสินใจเข้าพูดคุยกับพ่อของเขาและยื่นสัญญาระดับเยาวชนให้พิจารณา พ่อของเขาตัดสินใจรับข้อเสนอจาก ลีลล์ ด้วยความหวังที่ว่า ด้วยศูนย์ฝึกอันเพียบพร้อมกว่าจะช่วยพัฒนาฝีเท้าลูกชายของเขาได้ดียิ่งขึ้น และการตัดสินใจปล่อยตัว เอแด็น และ ธอร์ก็อง ลูกชายคนรองไปร่วมทีมที่อยู่ทางตอนเหนือของฝรั่งเศสก็เป็นสิ่งที่ถูกต้อง จากคำยืนยันของเขาในภายหลังว่า “พวกเขายังอยู่ไม่ไกลจากบ้าน และในขณะเดียวกันพวกเขาก็ได้พัฒนาขึ้นจากสิ่งแวดล้อมที่ดี เนื่องจากใน เบลเยี่ยม แทบไม่มีที่ไหนเหมาะสมกับการฝึกสอนนักเตะดาวรุ่งให้ดียิ่งขึ้น”

“ลีลล์” สโมสรที่มีความสำคัญต่อเขา

อาซาร์ ย้ายมาซบอก ลีลล์ เมื่อปี 2005 และใช้เวลา 2 ปีกับสโมสรของโรงเรียนท้องถิ่น เนื่องจากศูนย์ฝึกเยาวชนของพวกเขายังไม่ได้เปิดใช้งานในเวลานั้น จนกระทั่งวันที่ 28 พฤษภาคม 2007 เขาก็ได้เซ็นสัญญาอาชีพฉบับแรกที่มีระยะเวลา 3 ปี ในช่วงต้นฤดูกาล 2007-08 อาซาร์ ในวัย 16 ปี ถูกโปรโมทขึ้นสู่ทีมสำรองและลงแข่งขันใน ดิวิชั่น 4 ของประเทศ แต่ก็ยังคงลงเตะให้กับทีมชุด U-18 ไปด้วย จนกระทั่งในช่วงเดือนพฤศจิกายนที่มีผู้เล่นหลายคนต้องออกเดินทางไปเล่นให้กับทีมชาติ จึงทำให้ โคล้ด ปูแอล ตัดสินใจดึงตัวเขาขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่เพื่อลงเตะเกมส์อุ่นเครื่องกับ คลับ บรูช เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2007

จากการถูกเปลี่ยนลงมาเป็นตัวสำรองและทำผลงานได้ดีในการพบกับคู่แข่งจากบ้านเกิด จึงทำให้เขามีโอกาสติดรายชื่อเป็นผู้เล่น 18 คนที่จะลงเตะกับ น็องซี่ ในเกมส์ ลีกเอิง เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน และได้เปิดตัวในการแข่งขันอย่างเป็นทางการครั้งแรกจากการลงสนามในช่วง 12 นาทีสุดท้าย อาซาร์ ใช้เวลาในช่วงเดือนธันวาคมด้วยการหวนกลับลงไปเล่นให้กับทีมสำรอง โดยหลังจากผ่านพ้นช่วงเบรกฤดูหนาว เขาก็มีโอกาสกลับขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่อีกครั้งในเดือนมกราคม และมีโอกาสลงสนามในฐานะตัวสำรองจากเกมส์ลีกที่พบกับ เม็ตซ์, โซโชซ์ และ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง โดยหลังเกมส์กับ เปแอสเช เขาก็ย้อนกลับไปลงเล่นให้กับทีมสำรองและทีมชุด U-18 ดังเดิม ก่อนจะจบฤดูกาลจากการลงเตะในลีกสมัครเล่นด้วยผลงาน 1 ประตูจากการลงเล่น 11 นัด

ฤดูกาล 2008-09

อาซาร์ ได้เปลี่ยนเบอร์เสื้อจาก 33 มาเป็น 26 ในซีซั่นใหม่พร้อมกับการถูกโปรโมทขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ของ รูดี้ การ์เซีย กุนซือคนใหม่ โดยหลังการประเดิมสนามตอนนาทีที่ 63 ในเกมส์กับ โซโชซ์ เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2008 อีกสัปดาห์ต่อมาเขาก็เริ่มแผลงฤทธิ์ได้จากการลงเล่นในช่วง 17 นาทีสุดท้าย ที่เก็บตกบอลจากจังหวะเตะมุมได้ก่อนจะตะบันด้วยขวาเป็นประตูตามตีเสมอ โอแซร์ 2-2 ก่อนที่พวกเขาจะเบียดเอาชนะคู่แข่งไปได้ 3-2 จากประตูชัยในนาทีที่ 90+4 4 วันหลังจากยิงประตูแรกพร้อมสร้างสถิติผู้เล่นอายุน้อยที่สุดของสโมสรที่ทำประตูได้ อาซาร์ ก็มีโอกาสออกสตาร์ทในเกมส์ เฟร้นช์ ลีก คัพ ที่พ่ายการดวลจุดโทษให้กับ มงต์เปลลิเย่ร์ ด้วยการสกอร์รวม 6-4 โดยหลังมีส่วนร่วมกับเกมส์จากฐานะผู้เล่นสำรอง 5 นัดติดต่อกัน ในวันที่ 15 พฤศจิกายน เขาก็ได้ลงสนามเป็นตัวจริงในการเปิดบ้านพบกับ แซงต์ เอเตียน และช่วยยิงประตูแรกได้จากชัยชนะ 3-0 และจากผลงานอันน่าประทับใจนี้ก็ทำให้ ลีลล์ ตัดสินใจต่อสัญญากับเขาเพิ่มอีก 3 ปีในอีก 3 วันต่อมา

ในวันที่ 23 มกราคม เขามายิงประตูที่ 2 จากชัยชนะ 3-0 ในเกมส์ เฟรนช์ คัพ รอบ 32 ทีมที่พบกับ ดันเคิร์ก ทีมคู่แข่งระดับสมัครเล่น ก่อนที่ 2 สัปดาห์ต่อมาจะช่วยยิงประตูชัย 3-2 ในเกมส์ ลีกเอิง ที่พบกับ โซโชซ์ และมาระเบิดฟอร์มได้อีกใน เฟรนช์ คัพ รอบ 16 ทีมที่ช่วยยิง 1 จ่าย 2 จากชัยชนะ 3-2 เหนือ โอลิมปิก ลียง ในเกมส์ลีก 10 นัดสุดท้าย อาซาร์ มีโอกาสออกสตาร์ทไปถึง 8 ครั้ง และช่วยให้ทีมคว้าอันดับที่ 5 พร้อมโอกาสลุ้นไปลงเตะในรายการ ยูฟ่า ยูโรปา ลีก ฤดูกาลหน้า ก่อนจะรับรางวัลนักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมประจำฤดูกาลนั้นไปครอง และยังเป็นผู้เล่นต่างชาติคนแรกที่สามารถคว้าตำแหน่งนี้

ฤดูกาล 2009-10

มีข่าวลือเรื่องการย้ายทีมของ อาซาร์ เกิดขึ้นมากมายในช่วงต้นฤดูกาลใหม่ จนทำให้ มิเชล เซย์ดูซ์ ประธานสโมสรลีลล์ ต้องออกมาปฏิเสธเรื่องนี้ รวมถึงตัวนักเตะเองก็ออกมายืนยันว่าต้องการอยู่กับสโมสรต่อไป แม้จะมีหลายๆทีมที่แสดงออกมาว่าต้องการตัวเขา ทั้ง อาร์เซน่อล, แมนฯ ยูไนเต็ด, อินเตอร์ มิลาน, บาร์เซโลน่า และ เรอัล มาดริด ในขณะที่ ซีเนดีน ซีดาน ตำนานแข้งชาวฝรั่งเศส ก็ออกมาให้เชิญชวนให้เขาย้ายมาอยู่กับทีมหลังสุด อาซาร์ ออกสตาร์ทซีซั่นใหม่ด้วยการเป็นตัวทีเด็ดที่ช่วยให้ทีมผ่านคู่แข่งในรอบคัดเลือก ยูโรปา ลีก จากการยิงประตูแรกในเกมส์รอบ 3 ที่บุกไปเอาชนะ สโลโบด้า อูซิเซ่ 0-2 ก่อนจะมายิงอีกหนึ่งประตูในนัดที่เปิดบ้านถล่ม เกงค์ 4-2 จนทำให้ทีมได้ลงเตะใน ยูโรปา ลีก รอบแบ่งกลุ่ม

ในวันที่ 22 ตุลาคม เขาลงมาเป็นทีเด็ดในช่วงท้ายเกมส์และช่วยยิงประตูปิดกล่องจากชัยชนะ 3-0 เหนือ เจนัว ในเวทียุโรป ด้วยการลากหลบคู่แข่ง 6 คนจากทางฝั่งซ้ายก่อนจะได้ใส่เต็มๆจากระยะ 18 หลา โดยก่อนหน้านั้นเมื่อช่วงต้นเดือนเขาก็มีส่วนสำคัญกับชัยชนะนอกบ้าน 1-5 จากการทำ 2 แอสซิสต์ในเกมส์ที่บุกไปเยือน สลาเวีย ปราก อาซาร์ ยิงประตูแรกใน ลีกเอิง ได้สำเร็จเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม จากเกมส์ที่ถล่ม เลอ ม็องส์ 3-0 และยังเป็นผู้ทำแอสซิสต์ในอีก 2 ประตูที่เหลืออีกด้วย จนกระทั่งช่วงปลายเดือนมกราคม 2010 ที่เขาช่วยยิงประตูโทนในนัดที่บุกไปเก็บ 3 คะแนนจาก ล็องส์ และช่วยให้ทีมยึดพื้นที่ไปเล่น ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาลหน้าได้อย่างเหนียวแน่น ก่อนที่ทางสโมสรจะบรรลุข้อตกลงต่อสัญญากับเขาออกไปอีกจนถึงปี 2014

ในวันที่ 11 มีนาคม อาซาร์ ช่วยยิงประตูชัยให้ทีมเฉือนเอาชนะ ลิเวอร์พูล ไปก่อน 1-0 ในเกมส์ ยูโรปา ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้ายเลกแรก อย่างไรก็ตามพวกเขาก็จอดป้ายอยู่เพียงแค่รอบนี้จากการไปบุกไปพ่ายที่ แอนฟิลด์ 3-0 ในอีกสัปดาห์ต่อมา หลังโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมจนคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำเดือนมีนาคม ในช่วงปลายเดือนเมษายน อาซาร์ ก็ถูกเสนอชื่อเข้าชิงตำแหน่งนักเตะยอดเยี่ยมประจำฤดูกาล ก่อนจะกลายเป็นคนแรกที่คว้าตำแหน่งผู้เล่นดาวรุ่งยอดเยี่ยมประจำปีเป็นสมัยที่สองติดต่อกัน ในขณะที่ก็เกือบจะได้รางวัลนักเตะแห่งปีแต่ก็พ่ายให้กับ ลิซานโดร โลเปซ หัวหอกฟอร์มฮ็อทจาก โอลิมปิก ลียง

Georges Leekens ในภาพการคุมทีมเบลเยียม ให้อาซาร์เป็นผู้เล่นสำรอง

ฤดูกาล 2010-11

อาซาร์ ออกสตาร์ทฤดูกาลใหม่ด้วยการยึดตำแหน่งตัวจริงในลีกตลอด 6 นัดแรกรวมถึงเกมส์ใน ยูโรปา ลีก เขายิงประตูแรกของฤดูกาลได้ในนัดที่เสมอกับ นีซ 1-1 เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2010 อย่างไรก็ตามในช่วงปลายเดือนกันยายน หลังทำผลงานได้อย่างลุ่มๆดอนๆ เขาก็ถูก รูดี้ การ์เซีย ดร็อปเป็นตัวสำรองด้วยความตั้งใจที่ว่า “เพื่อปล่อยให้เขาหายใจสะดวกขึ้นและเรียนรู้ว่าผลงานของเขายังไม่ดีพอ” ในวันที่ 7 ตุลาคม จอร์จส์ ลีเก้นส์ กุนซือทีมชาติเบลเยี่ยมในขณะนั้น ออกมากระตุ้น อาซาร์ ที่ตกอยู่บนม้านั่งสำรองที่ ลีลล์ ให้พยายามทำงานให้หนักขึ้นทั้งในด้านสภาพร่างกายและจิตใจเพื่อเรียกฟอร์มอันยอดเยี่ยมในช่วงซีซั่นที่แล้วกลับคืนมา ซึ่งรวมไปถึง มาร์ค วิลม็อตส์ ผู้ช่วยของเขาก็ออกมาตำหนิ อาซาร์ ที่แสดงความขี้เกียจให้เห็นระหว่างการฝึกซ้อมในแคมป์ทีมชาติ

แต่ทาง การ์เซีย ก็ออกมาปกป้องลูกทีมของเขาและตอบโต้คำวิจารณ์ของฝั่ง ลีเก้นส์ ว่าเกินจริงไปหน่อย พร้อมกับย้ำว่า อาซาร์ พึ่งอายุ 19 ปี และยังสามารถพัฒนาขึ้นไปได้อีกในทุกๆด้าน ก่อนที่เขาจะไม่มีรายชื่อแม้แต่บนม้านั่งสำรองในเกมส์ที่ เบลเยี่ยม พบกับ คาซัคสถาน หลังจากเบรกเกมส์ทีมชาติ อาซาร์ เริ่มกลับมาทำประตูได้ในเกมส์ เฟรนช์ ลีก คัพ ที่เอาชนะ ก็อง 4-1 เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม และยิงประตูที่สองในลีกได้จากชัยชนะ 3-1 เหนือ แบรสต์ และมาทำได้อีก 2 แอสซิสต์จากเกมส์ที่เฉือนเอาชนะ โมนาโก 2-1 ก่อนที่ ลีลล์ จะทำสถิติไร้พ่ายได้อย่างต่อเนื่องและขึ้นนำเป็นจ่าฝูง ลีกเอิง หลังเปิดบ้านถล่ม ลอริยองต์ 6-3 ในช่วงต้นเดือนธันวาคม ในวันที่ 4 มีนาคม 2011 เขาตกลงเงื่อนไขขยายสัญญาเพิ่มไปอีก 1 ปีเพื่อจะอยู่กับสโมสรต่อไปจนถึงปี 2015 ก่อนที่อีก 2 วันต่อมา เขาจะยิงประตูเบิกร่องให้ทีมบุกไปเก็บ 3 คะแนนจาก โอลิมปิก มาร์เซย คู่แข่งลุ้นแชมป์ด้วยสกอร์ 1-2 โดยประตูที่เขาทำได้มาจากลูกยิงด้วยเท้าซ้ายในระยะ 38 หลาและจับความเร็วของลูกบอลได้ที่ 95 กม./ชม.

ในวันที่ 2 เมษายน เขาฉลองนัดที่ 100 กับ ลีลล์ ด้วยการทำ 1 ประตูในชัยชนะ 3-1 เหนือ ก็อง และทำให้ทีมนำโด่งอยู่หัวตารางถึง 8 คะแนน ก่อนจะคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำเดือนเป็นสมัยที่สองจากผลงานตลอดเดือนมีนาคม จนกระทั่งวันที่ 19 เมษายน หลังลงสนามมาเป็นตัวสำรองตั้งแต่ช่วงครึ่งเวลาแรกในการพบกับ นีซ และช่วยยิงประตูแรกจากชัยชนะ 2-0 ก็ทำให้ทีมผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ เฟร้นช์ คัพ เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1955 อาซาร์ คว้าโทรฟี่ใบแรกร่วมกับ ลีลล์ ได้สำเร็จ หลังอยู่ในสนามนาน 89 นาทีในเกมส์ เฟร้นช์ คัพ รอบชิงชนะเลิศที่เฉือนเอาชนะ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง 1-0 ที่ สต๊าด เดอ ฟร้องซ์ ก่อนที่สัปดาห์ต่อมาจะได้ฉลองกันสุดเหวี่ยงอีกครั้งหลังบุกไปยันเสมอ เปแอสเช 2-2 และช่วยให้ทีมคว้าแชมป์ ลีกเอิง ได้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1954 และยังเป็นดับเบิ้ลแชมป์ครั้งแรกของสโมสรนับตั้งแต่ปี 1946 จากผลงานอันยอดเยี่ยมตลอดฤดูกาลก็ทำให้ อาซาร์ คว้าตำแหน่งนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปี พร้อมสร้างสถิติผู้เล่นอายุน้อยที่สุดที่ได้รางวัลนี้ และยังติดอยู่ในทีมยอดเยี่ยมประจำฤดูกาลเป็นสมัยที่ 2 ติดต่อกัน

ฤดูกาล 2011-12

เขาเริ่มต้นฤดูกาลใหม่ด้วยการเปลี่ยนมาสวมเสื้อหมายเลข 10 และประเดิมสนามในเกมส์ เฟร้นช์ ซูเปอร์ คัพ ด้วยการยิงประตูขึ้นนำ 2-0 ก่อนจะโดน มาร์กเซย พลิกกลับมาเอาชนะได้ 5-4 ในขณะที่สามารถโชว์ผลงานในลีกได้อย่างต่อเนื่องตั้งแต่เกมส์นัดที่ 3 ด้วยการยิง 4 จ่าย 6 ภายในช่วงเวลา 8 นัดติดต่อกัน อาซาร์ เปิดตัวในเกมส์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก กับทีมเป็นครั้งแรกในการเปิดบ้านพบกับ ซีเอสเคเอ มอสโก เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2011 ก่อนจะจบลงด้วยผลเสมอ 2-2 และมายิงประตูแรกในถ้วยยุโรปใบใหญ่ได้ในนัดถัดมาจากการบุกไปเสมอกับ แทร็บซอนสปอร์ 1-1 หลังทำประตูไม่ได้เลยตลอดระยะเวลา 2 เดือน จนวันที่ 3 ธันวาคม เขามาช่วยยิงประตูชัยนอกบ้าน 2-3 จากการออกไปเยือน อฌักซิโอ้ ด้วยลูกจุดโทษสไตล์ “ปาเนนก้า” ในช่วง 10 นาทีสุดท้าย ก่อนจะกลายเป็นหนึ่งในรายชื่อนักเตะที่มีลุ้นติดอยู่ในทีมยอดเยี่ยมของ ยูฟ่า ประจำปี 2011

ในเกมส์ลีกนัดสุดท้ายก่อนเบรกหนีหนาว อาซาร์ ช่วยทำหนึ่งประตูจากผลเสมอ 4-4 กับ นีซ ซึ่งเขาได้อุทิศประตูนั้นให้กับอดีตนักเตะทีมเยาวชนของสโมสรที่พึ่งเสียชีวิตไปหนึ่งวันก่อนหน้านั้น อาซาร์ มาสร้างสถิติลงสนามใน ลีกเอิง ติดต่อกันเป็นนัดที่ 100 และยังเป็นสถิติที่ยาวนานที่สุดจนถึงปัจจุบัน ด้วยการยิง 1 จ่าย 1 ในเกมส์ถล่ม อฌักซิโอ้ 4-1 ที่ สต๊าด ปิแอร์ โมรัว เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2012 ก่อนจะถูกเสนอชื่อเข้าชิงตำแหน่งนักเตะยอดเยี่ยมประจำฤดูกาลในช่วงปลายเดือนนั้น และคว้ารางวัลเกียรติยศมาครองได้ในอีก 2 สัปดาห์ต่อมา โดยแซงหน้าผู้ท้าชิงอย่าง โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ และ ยูเนส เบลอ็องด้า หลังคว้ารางวัลส่วนตัวอันยิ่งใหญ่ได้เป็นปีที่สองติดต่อกัน ก็ทำให้เขากลายเป็นผู้เล่นคนที่สองที่ทำได้ต่อจาก เปาเลต้า อดีตดาวยิงของ เปแอสเช และเขาก็ยังติดอยู่ในทีมยอดเยี่ยมประจำฤดูกาลเป็นปีที่สามติดต่อกัน จนกระทั่งวันที่ 20 พฤษภาคม อาซาร์ ลงสนามให้ ลีลล์ เป็นนัดสุดท้ายในการพบกับ น็องซี่ และสามารถทำแฮตทริกแรกในชีวิตค้าแข้งได้จากชัยชนะ 4-1

อาซาร์ ในสมัยสวมเบอร์ 17

เชลซี ถิ่นที่พาให้ทั่วโลกรู้จักตัวตน

ในวันที่ 4 มิถุนายน 2012 เชลซี ประกาศอย่างเป็นทางการผ่านหน้าเว็บไซต์ของสโมสรว่า ได้บรรลุข้อตกลงส่วนตัวกับ อาซาร์ และตัวนักเตะก็ได้เข้ารับการตรวจร่างกายเป็นที่เรียบร้อย ด้วยมูลค่าการย้ายทีม 32 ล้านปอนด์ ก่อนที่เจ้าตัวจะเลือกสวมเสื้อหมายเลข 17 ซึ่งเคยเป็นของ โชเซ่ โบซิงวา และได้ลงสนามให้ทีมนัดแรกในแมตช์กระชับมิตรระหว่างช่วงพรีซีซั่นกับ ซีแอตเทิ่ล ซาวน์เดอร์

ฤดูกาล 2012-13

ในวันที่ 12 สิงหาคม 2012 เขาลงเล่นในการแข่งขันอย่างเป็นทางการครั้งแรกในเกมส์ คอมมิวนิตี้ ชิลด์ กับ แมนฯ ซิตี้ ก่อนจะจบลงด้วยความพ่ายแพ้ 2-3 และมาประเดิมสนามกับเกมส์ พรีเมียร์ลีก ในอีกสัปดาห์ต่อมาจากการบุกไปเยือน วีแกน แอธเลติก ด้วยการทำทางให้ บรานิสลาฟ อิวาโนวิช ทำประตูขึ้นนำ ก่อนจะมาช่วยให้ทีมได้จุดโทษและก็เป็น แฟรงค์ แลมพาร์ด ที่ซัดเข้าไปเป็นการประเดิม 3 คะแนนแรกของทีมจากชัยชนะ 2-0 อาซาร์ มาเปิดตัวต่อหน้าแฟนๆที่ สแตมฟอร์ด บริดจ์ ในนัดถัดมากับ เรดดิ้ง และช่วยให้ทีมได้จุดโทษก่อนจะกลายเป็นประตูจาก แลมพาร์ด อีกครั้ง แถมยังช่วยให้ แกรี่ เคฮิลล์ และ อิวาโนวิช ทำประตูได้อีกจากชัยชนะ 4-2 ในบ้าน จนกระทั่งมายิงประตูแรกได้ในเกมส์ต่อมาจากการรับหน้าที่สังหารจุดโทษในชัยชนะ 2-0 เหนือ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด

เขาประเดิมสนามในรายการ แชมเปี้ยนส์ ลีก ให้กับ เชลซี ในเกมส์รอบแบ่งกลุ่มนัดแรกที่พบกับ ยูเวนตุส และช่วยแอสซิสต์ให้ ออสการ์ ยิงประตูขึ้นนำก่อนเกมส์จะจบลงด้วยผลเสมอกัน 2-2 เขามายิงประตูที่สองให้ทีมได้จากชัยชนะ 4-1 เหนือ นอริช ซิตี้ เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม โดยระหว่างช่วงเดือนธันวาคม เขาทำประตูได้ 2 นัดติดต่อกันจากเกมส์ ลีก คัพ ที่บุกไปถล่ม ลีดส์ ยูไนเต็ด 1-5 และนัดที่เปิดบ้านยำใหญ่ แอสตัน วิลล่า 8-0 ในอีก 4 วันถัดมา อาซาร์ มาโดนไล่ออกในเกมส์ ลีก คัพ รอบรองชนะเลิศเลกสองกับ สวอนซี ซิตี้ เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2013 จากการพยายามไล่เตะลูกบอลออกจากเด็กเก็บบอลของทีมคู่แข่งที่เอาตัวขวางไว้เพื่อหวังถ่วงเวลา ก่อนที่ สิงห์บลูส์ จะตกรอบไปด้วยสกอร์รวม 2-0 ก่อนที่ทั้งตัวเขาและเด็กเก็บบอลผู้นั้นจะออกมากล่าวขอโทษต่อกันในภายหลังถึงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม

ในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2013 เขาลุกออกจากม้านั่งสำรองในช่วงประมาณ 20 นาทีสุดท้าย ลงมาช่วยยิงตีเสมอในเกมส์ ยูโรปา ลีก ที่บุกไปเยือน สลาเวีย ปราก และช่วยให้ทีมผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายไปด้วยสกอร์รวม 2-1 ก่อนจะมาสวมบทซูเปอร์ซับอีกครั้งในเดือนมีนาคมจากการเป็นตัวสำรองในช่วงครึ่งชม.หลังที่ซัดประตูตีไข่แตกให้ทีมหลังถูก แมนฯ ยูไนเต็ด ยิงนำไปก่อน 2 ลูกในเกมส์ เอฟเอ คัพ รอบก่อนรองชนะเลิศ ก่อนจะจบลงด้วยผลเสมอ 2-2 อาซาร์ สามารถคว้ารางวัล แมน ออฟ เดอะ แมตช์ ได้ในนัดที่เปิดรัง เดอะ บริดจ์ สั่งสอน เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ไปแบบเบาะๆ 2-0 จากการเปิดบอลให้ แลมพาร์ด ซัดประตูที่ 200 ของเขากับ เชลซี ก่อนจะมายิงเองเป็นการปิดท้ายตั้งแต่ช่วงต้นครึ่งหลัง แต่จากอาการบาดเจ็บติดตัวในเกมส์ลีกนัดรองสุดท้ายที่ช่วยทำ 2 แอสซิสต์ในการบุกไปเอาชนะ แอสตัน วิลล่า 1-2 ก็ทำให้เขาพลาดโอกาสลงสนามในนัดชิงชนะเลิศ ยูโรปา ลีก ที่ทีมเอาชนะ เบนฟิก้า 2-1 และคว้าแชมป์มาครองได้สำเร็จ

ฤดูกาล 2013-14

อาซาร์ ทำประตูแรกของฤดูกาลได้จากเกมส์ ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ และยังมีส่วนร่วมในประตูขึ้นนำของทีม แต่สุดท้ายหลังจากเสมอกัน 2-2 ในช่วงเวลา 120 นาที พวกเขาก็เป็นฝ่ายพ่ายแพ้การดวลจุดโทษให้กับ บาเยิร์น มิวนิค จากสกอร์รวม 7-6 ก่อนจะมาทำประตูแรกใน พรีเมียร์ลีก ได้จากชัยชนะ 1-3 เหนือ นอริช ซิตี้ ที่ แคร์โรว์ โร้ด และยังยิงได้อีก 2 ลูกในนัดถัดมาที่ถล่ม คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ 4-1 พร้อมกับปั้นให้ ซามูเอล เอโต้ ยิงประตูแรกให้กับ เดอะ บลูส์ ได้อีกด้วย ในเดือนตุลาคม เขามายิงประตูที่ 5 ของฤดูกาลได้จากการบุกไปเอาชนะ ชาลเก้ 04 ในรายการ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 0-3 จนทำให้มีรายชื่อติดอยู่ในลิสต์ 23 คนสุดท้ายที่มีลุ้นรับรางวัล บัลลง ดอร์ ในปีนั้น และจาก 2 ประตูในเกมส์ที่บุกไปเอาชนะ ซันเดอร์แลนด์ ได้แบบสุดมันส์ 3-4 ก็ทำให้เขาได้รับคำชมเชยจากทั้ง โชเซ่ มูรินโญ่ เจ้านายของตนเอง และ กุสตาโว่ โปเยต์ ผจก.ทีมคู่แข่ง

หลังรักษาฟอร์มการเล่นอันร้อนแรงได้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงประตูชัย 0-1 ในเกมส์บุกไปเก็บ 3 คะแนนจาก แมนฯ ซิตี้ ถึง เอติฮัด สเตเดี้ยม ก็ทำให้ มูรินโญ่ ออกมายกย่องว่าเขาเป็น นักเตะดาวรุ่งที่ดีที่สุดของโลก ก่อนที่เจ้าตัวจะสามารถทำแฮตทริกแรกใน พรีเมียร์ลีก ได้สำเร็จ จากนัดที่เปิดบ้านถล่ม นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด 3-0 เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2014 ในช่วงปลายเดือนเมษายน อาซาร์ สามารถคว้าตำแหน่งนักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมประจำฤดูกาล และตกเป็นรองเพียงแค่ หลุยส์ ซัวเรซ ที่คว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำฤดูกาล แต่ทว่าหลังจากที่ เชลซี กระเด็นตกจากรอบตัดเชือกในเวที แชมเปี้ยนส์ ลีก ด้วยน้ำมือของ แอตเลติโก มาดริด เขาก็ดันออกมาวิจารณ์แผนการเล่นของทีมว่ามัวแต่เฝ้าคอยจะเล่นเกมส์สวนกลับท่าเดียว
จนทำให้ มูรินโญ่ ออกมาตอบโต้คำพูดของ อาซาร์ ว่า เขาไม่ได้มีความพร้อมที่จะช่วยเล่นเกมส์รับ พร้อมกับโทษว่าเขาคือสาเหตุที่ทำให้ทีมเสียประตูแรก อย่างไรก็ตามในช่วงท้ายซีซั่น เขาก็ได้รับการโหวตจากเพื่อนร่วมทีมให้เป็นนักเตะยอดเยี่ยมประจำฤดูกาลของสโมสร

การเข้าสู่หมายเลข 10 ของ เอเด็น อาซาร์

ฤดูกาล 2014-15

จากการย้ายออกไปของ ฆวน มาต้า ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ทำให้ อาซาร์ ได้สวมเสื้อหมายเลข 10 แทนที่ และมายิงประตูแรกได้ในเกมส์ที่เปิดรังต้อนรับ เลสเตอร์ ซิตี้ ที่เอาชนะไปได้ 2-0 ก่อนจะมาช่วยสังหารจุดโทษในเกมส์สยบ อาร์เซน่อล ทีมคู่ปรับร่วมเมือง 2-0 และจากประตูที่ทำได้ในนัดนี้ ก็ทำให้เขาสร้างสถิติการยิงจุดโทษได้ 100% เต็มจากการทำหน้าที่ 16 ครั้งหลังสุดซึ่งดีที่สุดในยุโรป ประตูแรกในรายการ UCL ของเขาเกิดขึ้นในนัดที่ไล่ต้อน มาริบอร์ 6-0 เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2014 ก่อนจะมายิงประตูเบิกร่องจากชัยชนะ 2-0 เหนือ ฮัลล์ ซิตี้ ด้วยลูกโหม่ง และเป็นเพียงหนที่ 2 ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาของเขาเท่านั้นที่ทำได้ ซึ่งสร้างความประหลาดใจให้กับใครหลายๆคน รวมถึง มูรินโญ่ ที่ออกมาพูดถึงในภายหลังว่า “ผมรู้สึกเซอร์ไพรส์เลยทีเดียวจากประตูด้วยลูกโหม่งของเขา เขาอาจจะเคยเทคตัวขึ้นหลายครั้งแต่ปกติแล้วก็มักจะปิดตา ผมจึงรู้สึกประหลาดใจแต่มันก็เป็นประตูที่ยอดเยี่ยมนะ”

ในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2015 อาซาร์ ตกลงต่อสัญญาเพิ่มกับทีมที่มีระยะเวลา 5 ปีครึ่ง โดยออกมาให้สัมภาษณ์ในเวลาต่อมาว่า “ผมพึ่งเซ็นสัญญาฉบับใหม่และผมก็รู้สึกแฮปปี้มากๆ เพราะผมกำลังลงเล่นให้กับหนึ่งในสโมสรที่ดีที่สุดในโลก” ในช่วงกลางเดือนเมษายน อาซาร์ ช่วยยิงประตูชัยในเกมส์เปิดบ้านเฉือนเอาชนะ แมนฯ ยูไนเต็ด 1-0 พร้อมคว้ารางวัล แมน ออฟ เดอะ แมตช์ และทำให้ มูรินโญ่ ออกมายกย่องว่าเขาคือ “เขาคือหนึ่งในสามผู้เล่นที่ดีที่สุดของโลก” จนกระทั่งช่วงปลายเดือนเมษายนเขาก็ได้รับตำแหน่งนักเตะยอดเยี่ยมประจำฤดูกาล ก่อนที่สัปดาห์ต่อมาจะสวมบทฮีโร่ยิงประตูโทนในเกมส์ที่เอาชนะ คริสตัล พาเลซ และทำให้ เชลซี คว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก มาครองเป็นครั้งแรกได้นับตั้งแต่ปี 2010 หลังจบซีซั่นนั้น เขายังคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำฤดูกาลของสโมสรได้เป็นปีที่สองติดต่อกัน โดยก่อนหน้านี้มีผู้เล่นเพียง 4 คนเท่านั้นที่ทำได้ก็คือ ฆวน มาต้า, แฟรงค์ แลมพาร์ด, เรย์ วิลกิ้นส์ และ จอห์น ฮอลลินส์

ฤดูกาล 2015-16

อาซาร์ ออกสตาร์ทฤดูกาลป้องกันแชมป์ได้อย่างตะกุกตะกัก ทั้งการยิงจุดโทษไม่เข้าในเกมส์ยุโรปกับ มัคคาบี้ เทล อาวีฟ และยังเป็นคนเดียวที่ทำหน้าที่พลาดในการดวลจุดโทษกับ สโต๊ค ซิตี้ จนทำให้ทีมกระเด็นตกรอบจากรายการ ลีก คัพ ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนตุลาคม หลังจากคลำเป้าไม่เจอตลอดช่วงระยะเวลา 2,358 นาทีจากการลงเล่นร่วม 30 แมตช์ จนกระทั่งวันที่ 31 มกราคม 2016 เขาก็ยิงประตูแรกของฤดูกาลได้จากลูกจุดโทษในเกมส์ เอฟเอ คัพ รอบ 4 ที่ถล่ม เอ็มเค ดอนส์ 5-1 ก่อนถึงช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่เจ้าตัวออกมาให้สัมภาษณ์ในแบบที่แฟนๆ สิงห์บลูส์ ต้องมองค้อนว่า “มันคงเป็นเรื่องยากที่จะปฏิเสธการย้ายไปอยู่กับ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง”

จวบจนกระทั่งช่วงท้ายฤดูกาล ในที่สุดเขาก็มายิงประตูแรกในลีกได้เมื่อวันที่ 23 เมษายน จากการเหมา 2 ประตูในเกมส์ที่บุกไปถล่ม บอร์นมัธ 1-4 และทำให้ กุส ฮิดดิ้งค์ กุนซือขัดตาทัพในเวลานั้นออกมากล่าวว่า อาซาร์ จะอยู่กับทีมต่อไปในฤดูกาลหน้า เขายิงประตูต่อเนื่องได้อีกในนัดถัดมา ซึ่งกลายเป็นแมตช์ตัดสินแชมป์ เนื่องจากประตูตามตีเสมอเป็น 2-2 หลังถูกนำไปก่อน 2 ลูกในช่วงท้ายเกมส์กับ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ก็ได้ช่วยให้ เลสเตอร์ ซิตี้ ลอยลำคว้าแชมป์ไปครอง

ฤดูกาล 2016-17

อาซาร์ เปิดหัวซีซั่นใหม่ด้วยการคว้าตำแหน่ง แมน ออฟ เดะ แมตช์ จากการสังหารจุดโทษและได้สัมผัสบอลตลอด 90 นาทีมากถึง 81 ครั้งในเกมส์ที่เปิดบ้านเอาชนะ เวสต์แฮม 2-1 ก่อนจะคว้ารางวัลโชว์ฟอร์มเด่นเหนือใครๆอีกครั้งในนัดถล่ม เบิร์นลี่ย์ 3-0 ที่เขาเป็นผู้เบิกสกอร์แรกให้กับทีมตั้งแต่ในช่วง 10 นาทีแรก ในวันที่ 15 ตุลาคม 2016 ทั้ง อาซาร์ และ ดีเอโก้ คอสต้า ต่างอุทิศประตูที่พวกเขาทำได้ในเกมส์ไล่ต้อน เลสเตอร์ ทีมแชมป์เก่า 3-0 ให้กับ วิลเลี่ยน นักเตะเพื่อนร่วมทีมหลังจากที่พึ่งสูญเสียมารดาไปเมื่อช่วงต้นสัปดาห์ และในอาทิตย์ต่อมาเขาก็ทำประตูที่ 4 ของฤดูกาลในนัดที่เปิดบ้านถล่ม แมนฯ ยูไนเต็ด ของ มูรินโญ่ เจ้านายเก่า ก่อนจะมายิงได้ 3 นัดติดต่อกันเป็นครั้งแรกในเกมส์ พรีเมียร์ลีก จากแมตช์ต่อมาที่บุกไปเอาชนะ เซาแธมป์ตัน 0-2

เขายังคงโชว์ฟอร์มร้อนแรงได้อย่างต่อเนื่องในเกมส์ถัดมา หลังเหมาคนเดียว 2 เม็ดจากการไล่ถลุง เอฟเวอร์ตัน ยับเยิน 5-0 ที่ สแตมฟอร์ด บริดจ์ พร้อมคว้ารางวัล แมน ออฟ เดอะ แมตช์ และจากผลงานสุดโหดในช่วงที่ผ่านมาก็ทำให้เขาคว้าตำแหน่งนักเตะยอดเยี่ยมประจำเดือนตุลาคมไปครอง ในวันที่ 26 ธันวาคม 2016 เขาพา เชลซี กวาด 3 คะแนนเต็มในลีกได้เป็นนัดที่ 12 ติดต่อกันจากชัยชนะ 3-0 ในบ้านเหนือ บอร์นมัธ โดยในเกมส์นั้นเขายังยิงประตูที่ 50 ใน พรีเมียร์ลีก ของตนเองได้จากลูกจุดโทษ และกลายเป็นนักเตะคนที่ 6 ของสโมสรที่ทำได้ ในวันที่ 20 เมษายน 2017 เขาถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำฤดูกาล เป็นครั้งที่ 4 จากระยะเวลา 5 ปีที่อยู่กับ เชลซี ก่อนที่อีก 2 วันถัดมาจะรับบทซูเปอร์ซับช่วยยิง 1 ประตูในเกมส์ เอฟเอ คัพ ที่ผ่าน ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ เข้าสู่รอบชิงไปด้วยสกอร์ 4-2 และแม้พวกเขาจะต้องผิดหวังจากการพ่ายให้กับ อาร์เซน่อล 2-1 ในรอบชิงชนะเลิศเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม แต่ก็ได้ฉลองแชมป์ พรีเมียร์ลีก เป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 3 ปีไปแล้วตั้งแต่เมื่อราว 2 สัปดาห์ก่อนหน้านี้

ฤดูกาล 2017-18

ระหว่างช่วงซัมเมอร์ อาซาร์ เกิดโชคร้ายได้รับบาดเจ็บที่ข้อเท้าระหว่างการฝึกซ้อมในแคมป์ทีมชาติ จนทำให้เขาต้องพักรักษาตัวประมาณ 6-8 สัปดาห์และพลาดการมีส่วนร่วมกับทีมตลอดในช่วงพรีซีซั่น ก่อนจะกลับมาลงสนามเป็นนัดแรกได้ในช่วงราว 10 นาทีสุดท้ายกับเกมส์ที่บุกไปเอาชนะ เลสเตอร์ 1-2 เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2017 จนกระทั่งวันที่ 28 ตุลาคม เขามายิงประตูแรกในลีกได้จากการออกไปเยือน บอร์นมัธ และเก็บ 3 คะแนนได้จากชัยชนะ 0-1 และจาก 2 ประตูที่ทำได้ในเกมส์บุกไปไล่อัด ไบรท์ตัน 0-4 เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2018 ก็กลายเป็นประตูที่ 100 จากการลงเล่นในลีกตลอดอาชีพค้าแข้งของเขา เชลซี ได้เข้าชิง เอฟเอ คัพ เป็นปีที่สองติดต่อกัน และคราวนี้พวกเขาก็เป็นฝ่ายสมหวังเสียที เมื่อ อาซาร์ สวมบทบาทฮีโร่ด้วยการรับหน้าที่สังหารจุดโทษผ่านมือ ดาบิด เด เคอา เข้าไป หลังถูก ฟิล โจนส์ พรวดพราดเข้าใส่ในกรอบเขตโทษ และกลายเป็นประตูเดียวที่เกิดขึ้นในแมตช์นั้น

เส้นทางระดับทีมชาติ

ทีมเยาวชน อาซาร์ เริ่มลงสนามให้กับ เบลเยี่ยม ตั้งแต่ทีมระดับชั้น U-17 และ U-19 เขาเริ่มมีส่วนร่วมในทัวร์นาเมนต์สำคัญอย่าง ยูโร 2007 รุ่น U-17 ที่จัดขึ้นใน เบลเยี่ยม โดยลงประเดิมสนามในการพบกับ ฮอลแลนด์ และสามารถโชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่นตลอดทั้งรายการ จนได้รับคำชมอย่างต่อเนื่องจากสื่อและสตาฟฟ์โค้ช รวมถึงยังนำเขาไปเปรียบเทียบกับ เอ็นโซ่ ชีโฟ่ ตำนานแข้งชาวเบลเยี่ยม แม้จะพ่ายแพ้การดวลจุดโทษให้กับ สเปน ด้วยสกอร์รวม 7-6 จนไปได้ไกลเพียงแค่รอบตัดเชือก แต่มันก็ยังเพียงพอที่ เบลเยี่ยม จะได้เข้าร่วมแข่งขัน เวิลด์ คัพ 2007 รุ่น U-17 ที่ เกาหลีใต้ ซึ่ง อาซาร์ ก็ได้มีส่วนร่วมในการแข่งขันทั้ง 3 แมตช์ในรอบแบ่งกลุ่มก่อนที่จะตกรอบแรกไป

หลังจบจาก 2 รายการใหญ่ของรุ่น U-17 ในเดือนกันยายน 2007 อาซาร์ ก็ถูกดันขึ้นสู่ทีม U-19 ในเดือนตุลาคม และลงประเดิมสนามในฐานะตัวสำรองกับเกมส์ ยูโร 2008 รุ่น U-19 รอบคัดเลือก ที่พบ โรมาเนีย แต่สุดท้ายแล้วแม้จะพยายามอยู่ถึง 2 ปีที่รวมถึงการลุ้นเข้าร่วมแข่งขันใน ยูโร 2009 รุ่น U-19 แต่ เบลเยี่ยม ก็ไม่สามารถผ่านรอบคัดเลือกไปได้เลย

อาซาร์ เริ่มต้นติดธง

จนกระทั่งวันที่ 18 พฤศจิกายน 2008 อาซาร์ ก็ถูกเรียกตัวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่เป็นครั้งแรกภายใต้การคุมทีมของ เรเน่ แวนเดอเฮกเก้น ในการเตะแมตช์กระชับมิตรกับ ลักเซมเบิร์ก แม้ในช่วงเวลานั้น สมาคมฟุตบอลฝรั่งเศส พร้อมจะทำเรื่องอนุมัติอย่างเป็นทางการให้เขาสามารถลงเล่นให้กับทีมชาติฝรั่งเศสได้หากต้องการเปลี่ยนสัญชาติ แต่เจ้าตัวก็ออกมาปฏิเสธพร้อมให้เหตุผลว่า “เพราะการอาศัยอยู่ในฝรั่งเศสมานานถึง 7 ปีจะทำให้ผมรู้สึกถึงความเป็น เบลเยี่ยม 99% และ ฝรั่งเศส 1% แต่เรื่องจะหันมาใช้สัญชาติฝรั่งเศสนั้นไม่เคยอยู่ในหัวผมเลย” เขาได้โอกาสประเดิมสนามให้กับ ทีมชาติเบลเยี่ยม ในเกมส์กับ ลักเซมเบิร์ก ตามที่คาดหมายไว้ โดยถูกเปลี่ยนลงมาเป็นตัวสำรองของ เวสลี่ย์ ซงค์ ในนาทีที่ 67 และกลายเป็นนักเตะทีมชาติอายุน้อยที่สุดของประเทศอันดับที่ 8 ในวัย 17 ปี 316 วัน

หลังถูกส่งลงสนามในฐานะตัวสำรองตลอด 3 เกมส์ก่อนหน้านี้โดยกุนซือ แฟรงกี้ แฟร์เกาเตเร่น ในวันที่ 12 สิงหาคม 2009 เขาก็ได้ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงในเกมส์กระชับมิตรที่พ่ายให้กับ สาธารณรัฐเช็ก 3-1 จนกระทั่งหลังการลาออกไปของ แฟร์เกาเตเร่น และได้ ดิ๊ก อั๊ดโวคาท เข้ามาทำหน้าที่แทน ก็ยังคงได้รับความไว้วางใจให้เป็น 11 คนแรกและมีโอกาสอยู่ในสนามจนครบ 90 นาทีเป็นครั้งแรกในนัดถล่ม ฮังการี 3-0 ที่เขาช่วยทำ 2 แอสซิสต์ในเกมส์นั้นอีกด้วย ในเดือนพฤษภาคม 2010 จอร์จส์ ลีเก้นส์ เข้ามากุมบังเหียนแทน อั๊ดโวคาท โดยที่ อาซาร์ ยังได้ลงสนามเป็นตัวจริงในช่วง 3 เกมส์แรก ก่อนจะโดนถอดออกไปเป็นตัวสำรองเนื่องจากผลงานของเขาที่ดร็อปลงไประหว่างฤดูกาล 2010-11 รวมถึงยังโดนเจ้านายใหม่ตำหนิเรื่องความตั้งใจในการฝึกซ้อมรวมถึงข้อบกพร่องในการร่วมเล่นเกมส์รับ

หลังกลับมาเป็นตัวจริงอีกครั้งในช่วงปลายปี 2010 และช่วยให้ทีมเอาชนะ รัสเซีย 2-0 ต่อเนื่องมาถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2011 ที่ได้ออกสตาร์ทในเกมส์เสมอกับ ฟินแลนด์ 1-1 เขาก็ถูกดร็อปไปอยู่บนม้านั่งสำรองอีกครั้ง เมื่อ ลีเก้นส์ เลือกที่จะใช้งาน นาเซอร์ ชาดลี่ และ มุสซ่า เดมเบลเล่ ลงประจำการอยู่ทางริมเส้นในการพบกับ อาเซอร์ไบจาน ในเกมส์ ยูโร 2012 รอบคัดเลือก เมื่อเดือนมีนาคม 2011 อย่างไรก็ตามในเกมส์นั้น เขาก็ได้ลงสนามในฐานะตัวสำรองและช่วยทำ 1 แอสซิสต์จากประตูปิดท้ายในชัยชนะ 4-1 จนทำให้หลังเกมส์ สื่อในฝรั่งเศสต่างพากันตั้งคำถามว่า ทำไมเขาถึงไม่ได้รับการยอมรับในประเทศบ้านเกิด ทั้งๆที่กำลังโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมอยู่ใน ลีกเอิง จนทำให้ มาร์ค วิลม็อตส์ มือขวาของ ลีเก้นส์ ออกมาตอบโต้สื่อแดนน้ำหอมว่า “มีเพียงบางคนที่มองเห็นคุณภาพของ เอแด็น” และ “บางครั้งสื่อของฝรั่งเศสก็ถูกลวงตาไปด้วยโมเมนต์มหัศจรรย์ของเขา”

ในแมตช์ถัดมาที่ เบลเยี่ยม ต้องลงเตะกับ ตุรกี เมื่อช่วงต้นเดือนมิถุนายน แม้ อาซาร์ จะได้ลงสนามเป็นตัวจริงแต่เขาก็ถูกเปลี่ยนตัวออกในนาทีที่ 60 ซึ่งก็มีการจับภาพได้ในภายหลังว่า หลังเจ้าตัวไม่ค่อยสบอารมณ์จากที่โชว์ฟอร์มได้ไม่ดีจนถูกเปลี่ยนตัวออกก็เลยหลบไปนั่งกินแฮมเบอร์เกอร์อยู่กับครอบครัวตรงบริเวณด้านนอกของสนาม จนทำให้เขาต้องออกมากล่าวคำขอโทษในภายหลัง ในขณะที่ ลีเก้นส์ ก็พูดถึงเหตุการณ์ครั้งนี้ว่า “ผู้เล่นวัยหนุ่มที่ประพฤติตัวไม่เหมาะสม” ในช่วงต้นเดือนสิงหาคม ลีเก้นส์ ออกมาประกาศว่า อาซาร์ จะถูกถอดออกจากทีมชุดที่จะลงเตะเกมส์อุ่นเครื่องกับ สโลวีเนีย ในวันที่ 10 สิงหาคม และเกมส์ ยูโร 2012 รอบคัดเลือก กับ อาเซอร์ไบจาน ในวันที่ 2 กันยายน รวมถึงแมตช์กระชับมิตรกับ สหรัฐอเมริกา ในอีก 4 วันถัดมา ซึ่งก็ทำให้ทางฝั่งของ อาซาร์ เดินหน้าติดต่อกับสื่อภายในประเทศเพื่อเป็นการตอบโต้ในทันที

รายละเอียดในการแถลงการณ์จากทีมงานของ อาซาร์ เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม คือการตั้งคำถามเรื่องการโจมตีเขาอย่างต่อเนื่องของผจก.ทีมชาติโดยเฉพาะประเด็นการตัดเขาออกจากทีมถึง 3 นัด จนกระทั่งวันที่ 25 สิงหาคม ลีเก้นส์ ก็ประกาศยกเลิกโทษแบนของ อาซาร์ และเรียกตัวเขากลับสู่ทีมที่จะลงเล่นในช่วงเดือนกันยายนทันที หลังทั้งสองฝ่ายได้หันหน้าเข้าพูดคุยกันโดยการจัดแจงของเอเย่นต์ทางฝั่งนักเตะ หลังลงสนามรับใช้ชาติมานาน 3 ปี ในวันที่ 7 ตุลาคม เขาก็สามารถยิงประตูแรกได้จากชัยชนะ 4-1 เหนือ คาซัคสถาน จาก 3 คะแนนในเกมส์นี้ ทำให้ เบลเยี่ยม รั้งอันดับ 2 ของกลุ่ม และต้องบุกไปเอาชนะ เยอรมัน เพื่อการันตีโอกาสลุ้นไปเล่นในรอบเพลย์ออฟ แต่สุดท้ายแล้ว อาซาร์ ที่มีโอกาสลงเล่นตั้งแต่ต้นเกมส์ก็ไม่สามารถทำอะไรได้มาก และทีมก็เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ที่ ดุสเซลดอร์ฟ ไป 3-1 พร้อมหมดสิทธิ์ไปลงแข่งขันใน ยูโร 2012

ฟุตบอลโลก 2014 และ ยูโร 2016

อาซาร์ ลงสนามให้ เบลเยี่ยม ไปทั้งหมด 9 ครั้งตลอดช่วง ฟุตบอลโลก 2014 รอบคัดเลือก และยิงได้ 2 ประตูในการพบกับ มาซิโดเนีย ทั้งนัดเหย้าและเยือน จนกระทั่งวันที่ 13 พฤษภาคม 2014 ก็มีการประกาศตัว 23 ขุนพล ปีศาจแดงแห่งยุโรป ซึ่งรวมถึงตัวเขาในการลงเตะ ฟีฟ่า เวิลด์ คัพ ที่ บราซิล เขาช่วยทำทางให้ ดรีส เมอร์เท่นส์ ยิงประตูชัย 2-1 ในการพบกับ แอลจีเรีย จากเกมส์เปิดสนามรอบแบ่งกลุ่ม และมาแอสซิสต์ให้ ดิว็อค โอริกี้ ยิงประตูชัย 1-0 เหนือ รัสเซีย ได้อีกในนัดถัดมาพร้อมการันตีการเข้าสู่รอบน็อคเอาท์ ก่อนที่พวกเขาจะไปได้ไกลจนถึงรอบ 8 ทีมสุดท้าย ในวันที่ 7 มิถุนายน 2015 อาซาร์ ได้มีโอกาสสวมปลอกแขนกัปตันทีมเป็นครั้งแรก หลังจาก แว็งซ็องต์ ก็องปานี หัวหน้าทีมตัวจริงติดโทษแบน โดยที่เขานำหน้าลูกทีมลงสนามพบกับ ฝรั่งเศส ในเกมส์กระชับมิตรที่ สต๊าด เดอ ฟร้องซ์ ก่อนจะรับหน้าที่สังหารจุดโทษที่กลายเป็นประตูชัย 3-4

ในวันที่ 10 ตุลาคม เขายิงจุดโทษเข้าไปอีกครั้งในเกมส์ถล่ม อันดอร์ร่า 4-1 พร้อมพาทีมตีตั๋วเข้าไปเล่นใน ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่การเป็นเจ้าภาพร่วมใน ยูโร 2000 และจากการขาดหายไปของ ก็องปานี ที่มีปัญหาความฟิตก็ทำให้เขาได้สวมบทบาทกัปตันทีมในทัวร์นาเมนต์ที่ ฝรั่งเศส ซึ่งเขายิงได้ 1 ประตูจากจังหวะโซโล่เดี่ยวในเกมส์รอบ 16 ทีมสุดท้ายกับ ฮังการี ก่อนที่ เบลเยี่ยม จะพ่ายให้กับ เวลส์ ในรอบตัดเชือก

รับบทแนวรุกเบลเยี่ยม ในฟุตบอลโลก 2018

ฟุตบอลโลก 2018

อาซาร์ ได้ทำหน้าที่สวมปลอกแขนอย่างต่อเนื่องในรายการนี้ โดยในเกมส์เปิดสนามที่พบกับ ปานามา เขาเป็นคนทำแอสซิสต์ให้กับ โรเมลู ลูกากู ยิงประตูปิดท้ายจากชัยชนะ 3-0 และมาเหมาคนเดียว 2 เม็ดที่รวมถึงลูกจุดโทษจากนัดถัดมาที่ถล่ม ตูนิเซีย 5-2 แต่เขาไม่ได้ลงสนามในนัดสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่มที่เอาชนะ อังกฤษ ได้ 1-0 พร้อมพากันเข้ารอบทั้งคู่ ในรอบ 16 ทีมสุดท้ายที่พบกับ ญี่ปุ่น แม้จะทำประตูไม่ได้แต่เขาคือตัวแปรสำคัญในการพาทีมคัมแบ็คกลับมาหลังจากถูกนำไปก่อน 2 ลูก และแซงนำเป็น 3-2 ได้แบบสุดดราม่าในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ก่อนจะปล่อยฟอร์มเทพอย่างต่อเนื่องในรอบ 8 ทีมสุดท้ายที่เขี่ย บราซิล กระเด็นตกรอบไปด้วยสกอร์ 2-1 พร้อมสร้างสถิติใหม่ขึ้นมานับตั้งแต่ปี 1966 ด้วยการเลี้ยงบอลผ่านคู่แข่งได้ 100% เต็มจากความพยายาม 10 ครั้งตลอดทั้งเกมส์ แม้พวกเขาจะพ่ายให้กับ ฝรั่งเศส ที่ก้าวขึ้นไปจนถึงตำแหน่งแชมป์ด้วยสกอร์ 1-0 แต่ อาซาร์ ก็มายิงได้อีก 1 ประตูจากชัยชนะ 2-0 เหนือ อังกฤษ ในนัดชิงที่ 3 และกลายเป็นสถิติที่ดีที่สุดของ เบลเยี่ยม ในรายการนี้ โดยหลังจบการแข่งขันทาง ฟีฟ่า ก็ได้มอบรางวัล ซิลเวอร์ บอล หรือผู้เล่นทรงคุณค่าอันดับ 2 ให้แก่เขา

สไตล์การเล่น

อาซาร์ สามารถทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยมทั้งจากตำแหน่ง มิดฟิลด์ตัวรุก และ ตัวริมเส้น พร้อมกับคำสรรเสริญที่ว่า เขาน่าจะเป็นผู้เล่นที่มีทักษะสูงที่สุดของยุโรปในเวลานี้ ในสมัยที่ยังค้าแข้งอยู่กับ ลีลล์ เขามักจะถูก รูดี้ การ์เซีย ใช้งานอยู่ในแดนหน้าจากระบบ 4-3-3 ที่มักจะสลับอยู่ตรงด้านข้างทั้ง 2 ฝั่งเนื่องจากความสามารถในการใช้เท้าได้ดีทั้ง 2 ข้าง แต่ภายหลังการจากไปของ โยอัน กาบาย มิดฟิลด์จอมทัพ และ แชร์วินโญ่ ปีกตัวจี๊ด ก็ทำให้เขาถูกเปลี่ยนบทบาทมาช่วยสร้างสรรค์เกมตรงกลางมากขึ้นพร้อมมอบอิสระในการฉีกออกทางด้านกว้างในยามที่จำเป็น จาก 2 คุณสมบัติเด่นที่มีทั้งในด้าน ความเร็ว และ เทคนิค ที่ได้รับการยกย่องว่าหาตัวจับยาก

เมื่อมาอยู่กับ เชลซี เขาพัฒนาตัวเองขึ้นไปเป็นนักเตะระดับเวิลด์คลาสจากตำแหน่งประจำ มิดฟิลด์ทางฝั่งซ้าย จุดเปลี่ยนสำคัญที่เห็นได้ชัดของเขาอยู่ในฤดูกาล 2014-15 หลังพาทีมกวาดโทรฟี่พร้อมรางวัลส่วนตัวมากมาย โดยที่ โชเซ่ มูรินโญ่ เจ้านายของเขาได้ออกมากล่าวยกย่องว่า “เขาเป็นผู้เล่นระดับท็อปเต็มตัวแล้วและการพัฒนาของเขาก็เป็นอะไรที่น่าอัศจรรย์ เขาอายุยังน้อยและสามารถก้าวขึ้นไปเป็นผู้เล่นที่ดีที่สุดของโลกได้” ด้วยฝีเท้าอันว่องไวควบคู่กับความสามารถในการจบสกอร์ อีกทั้งทักษะในการครองบอลที่ยากจะเอาชนะได้ ก็ทำให้ โคล้ด ปูแอล อดีตเทรนเนอร์ของเขาเปรียบเทียบให้เขาเป็น “ลิตเติ้ล เมสซี่” ในขณะที่ โรลองด์ คูร์บิส อดีตกุนซือ แรนส์ ก็เห็นด้วยกับความคิดดังกล่าวและได้ให้ความเห็นไว้ว่า “ในเวลานี้สิ่งที่ผมเห็นมันเหมือนๆกับ เมสซี่ ที่ใช้เท้าข้างขวา”

ลีลาในสนามของเขาที่มีทั้ง ไหวพริบและลูกเล่นต่างๆ ได้ถูกนำไปเปรียบเทียบกับ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ จาก คริสตอฟ ดูการ์รี่ อดีตหัวหอกทีมตราไก่ชุดแชมป์โลกปี 1998 รวมถึงวิชั่นในสนามของเขาก็เป็นอีกหนึ่งคุณสมบัติหลักที่พัฒนาขึ้นอย่างชัดเจนจนทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่สามารถผ่านบอลได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากทักษะอันสูงส่งและการขึ้นครองบัลลังก์นักเตะหมายเลข 1 ของประเทศ จึงทำให้เขาถูกนำไปเปรียบเทียบกับ เอ็นโซ่ ชีโฟ่ ตำนานแข้งชาวเบลเยี่ยม นอกจากนี้ทั้งคู่ยังมีบ้านเกิดอยู่ในเมืองเดียวกัน ในขณะที่ ชีโฟ่ ก็เคยใช้ช่วงระยะเวลาหนึ่งร่วมกับเขา “กับ อาซาร์ ผมรู้ดี ผมเคยลงฝึกสอนใน ทูบิซี่ ตลอดทั้งสัปดาห์ผมได้ดูแลนักเตะเยาวชนที่นั่น และผมก็มองเห็นอนาคตที่มั่นคงสำหรับเขาได้เลยในทันที”

แต่ท่ามกลางคำสรรเสริญเยินยอทั้งปวง อาซาร์ ก็เคยตกเป็นเป้าโจมตีอย่างหนักหน่วงในช่วงปี 2010 โดยเฉพาะจาก จอร์จส์ ลีเก้นส์ กุนซือทีมชาติเบลเยี่ยมในเวลานั้น ถึงเรื่องความทุ่มเท อย่างไรก็ตาม ฌอง-มิเชล แวนแดมม์ อดีตผอ.ศูนย์ฝึกทีมเยาวชนลีลล์ ก็ได้ตอบโต้เสียงวิจารณ์นั้นโดยมองว่า อาซาร์ เป็นผู้เล่นที่มีมุมมองโดดเด่นจากนักเตะในยุคปัจจุบันข้อหนึ่งว่า “เขาเป็นนักสู้ที่แท้จริง ไม่ใช่พวกจอมตบตา ไม่ใช่พวกที่ชอบคร่ำครวญ เพราะคุณจะไม่เคยได้ยินเสียงบ่นของเขาในเวลาที่ถูกทำฟาวล์ใส่”

ชีวิตส่วนตัว

อาซาร์ เกิดในเมือง ลา ลูวิแยร์ แต่ไปเติบโตอยู่ในเมือง แบรน เลอ กองเต้ ที่อยู่ใน มณฑลแอโน ของประเทศเบลเยี่ยม ทั้ง เธียร์รี่ และ แครีน พ่อและแม่ของเขาต่างก็เป็นนักฟุตบอลทั้งคู่ โดยที่พ่อของเขาใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับการลงเตะในระดับกึ่งอาชีพกับ ลา ลูวิแยร์ ใน ดิวิชั่น 2 จากตำแหน่ง มิดฟิลด์ตัวรับ ในขณะที่แม่ของเขารับบาทเป็นศูนย์หน้าให้กับทีมใน ดิวิชั่น 1 ของลีกหญิงและหยุดเล่นเมื่อตั้งท้อง อาซาร์ ได้ 3 เดือน ซึ่งหลังจากที่ทั้งคู่เลิกเล่นฟุตบอลแล้วก็ผันตัวเองมีเป็นครูสอนกีฬา อาซาร์ เป็นลูกคนโตจากพี่น้องทั้งหมด 4 คน น้องชายของเขาทั้ง 3 คนก็เล่นฟุตบอลด้วยเช่นกัน ธอร์ก็อง น้องชายคนรองเริ่มต้นขัดเกลาฝีเท้ากับ ล็องส์ ทีมคู่แข่งสำคัญของ ลีลล์ ก่อนจะย้ายมาอยู่กับเขาที่ เชลซี ในปี 2012 และจึงขยับไปเซ็นสัญญากับ โบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค ในปี 2015

ส่วน คีลิยัน น้องชายคนที่ 3 เริ่มต้นอาชีพกับสโมสรท้องถิ่นในประเทศ และออกเดินทางไปอยู่กับ อูเปสต์ ทีมดังใน ฮังการี ก่อนจะย้ายมาซบ สิงห์บลูส์ ตามพี่ชายในปี 2017 ในขณะที่ อีธาน น้องชายคนเล็ก กำลังฝึกปรือทักษะอยู่กับทีมเยาวชน ทูบิซี่ สโมสรในวัยเด็กของเขา ทั้ง 4 คนพี่น้องเติบโตมาในครอบครัวที่จัดเตรียมสิ่งแวดล้อมให้พร้อมสำหรับการพัฒนาฝีเท้า พวกเขาพักอาศัยอยู่ในบริเวณที่ห่างจากสนามซ้อมไม่เกิน 3 เมตรและใช้วิธีมุดรูเล็กๆจากข้างบ้านเพื่อข้ามไปฝึกฝนทักษะทางลูกหนัง อาซาร์ เติบโตขึ้นมาโดยมี ซีเนดีน ซีดาน เป็นไอดอลที่เขามักจะใช้เวลาเป็นชั่วโมงๆอยู่หน้าทีวีหรือทางออนไลน์ในการเฝ้าดูลีลาในสนามของอดีตจอมทัพชาวฝรั่งเศส

ปัจจุบัน อาซาร์ แต่งงานแล้วกับแฟนสาว นาตาชา ฟาน โฮแน็คเกอร์ โดยสื่อทั้งใน เบลเยี่ยม และ ฝรั่งเศส ต่างประโคมข่าวเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2010 ถึงเรื่องที่ลูกชายคนแรกของพวกเขา ยานนิส ลืมตาดูโลกขึ้นในวันนั้น ทั้งคู่มีลูกชายคนที่สอง ลีโอ ในเดือนกุมภาพันธ์ 2013 ก่อนจะได้ลูกชายคนที่สาม แซมี่ ในเดือนพฤษภาคม 2015

ไลฟ์สไต์ของดาวยิงแห่งเชลซี

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง